Por que os investidores mais jovens estão a gostar mais de ETFs?

ในช่วงปีล่าสุดนี้ เราเห็นว่านักลงทุนจำนวนมากเปลี่ยนจากการซื้อหุ้นรายตัวมาเป็นการเลือกลงทุนในกองทุน ETF แทน เหตุผลหลักก็คือสิ่งที่ ETF นำมาให้ - การกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยทุนเพียงน้อยนิด ซึ่งตรงกับความต้องการของคนทั่วไปที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน

ด้วยตลาดหลักทรัพย์ที่มีหุ้นกว่า 800 บริษัท การเลือกหุ้นให้เหมาะสมจึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ ETF คืออะไร มีประเภทไหนบ้าง และเหมาะกับการลงทุนของคุณหรือไม่

ETF คือเครื่องมือลงทุนที่เปลี่ยนเกมอย่างไร

ETF (Exchange Traded Fund) หรือกองทุนรวมแบบจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นตัวแทนการลงทุนที่รวบรวมหุ้นจากบริษัทหลายตัวเข้ามาไว้ด้วยกันในที่เดียว ลักษณะของ ETF ก็เหมือนกับกองทุนรวมธรรมชาติ แต่มีความแตกต่างในด้านการซื้อขาย - สามารถซื้อขายได้ตลอดวันเสมือนการซื้อขายหุ้นทั่วไป

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เป็นผู้บริหารจัดการ ETF โดยสร้างผลตอบแทนให้ติดตามดัชนีอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น ETF ทองคำ, ETF หุ้นต่างประเทศ, ETF หุ้นในประเทศ หรือแม้กระทั่ง ETF ที่เน้นภาคส่วนอุตสาหกรรมเฉพาะ

ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากสองทาง

ทางแรก: กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)
เมื่อราคา ETF ที่คุณถืออยู่เพิ่มขึ้นจากราคาที่ซื้อมา คุณก็จะมีกำไรจากการขาย

ทางที่สอง: เงินปันผล (Dividend)
บริษัทจัดการจะแจกจ่ายส่วนของเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน จำนวนที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยที่เป็นเจ้าของ โดยเงินนี้จะได้รับหลังจากหักค่าธรรมเนียมการจัดการแล้ว

ETF มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทเหมาะกับใคร

1. ETF หุ้น (Equity ETF)

เป็น ETF ที่ลงทุนเน้นหุ้นเป็นหลัก ครอบคลุมตั้งแต่ดัชนีตลาดกว้าง ภาคส่วนเฉพาะ จนถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น SPY สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐแบบกว้าง หรือ XLK ที่เน้นภาคเทคโนโลยี

2. ETF พันธบัตร (Bond ETF)

ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีรายได้คงที่ เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรบริษัท หรือพันธบัตรเทศบาล ให้ผู้ลงทุนสัมผัสกับสินทรัพย์ตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาและคุณภาพเครดิตแตกต่างกัน เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ที่เสถียร เช่น AGG และ VCIT

3. ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETF)

ให้โอกาสในการลงทุนทองคำ เงิน น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรโดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์ทางกายภาพ บางรายลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตัวอย่างที่นิยม ได้แก่ GLD สำหรับทองคำ และ USO สำหรับน้ำมัน

4. ETF ภาคส่วนและอุตสาหกรรม (Sector ETF)

มุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมเฉพาะของเศรษฐกิจ ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงพื้นที่ตลาดที่พวกเขาเชื่อว่าจะมีปัจจัยเติบโตดี เช่น XLF สำหรับภาคการเงิน และ ITA สำหรับการบิน อวกาศ และป้องกันประเทศ

5. ETF ระหว่างประเทศและระดับโลก (International ETF)

เปิดโอกาสให้ลงทุนนอกประเทศบ้านเกิด ว่างรับความเสี่ยงต่อตลาดต่างประเทศ บุคคลที่ต้องการหลากหลายทางภูมิศาสตร์จะสนใจ EEM สำหรับตลาดเกิดใหม่ หรือ VEA สำหรับตลาดพัฒนาแล้ว

6. ETF หลายสินทรัพย์ (Multi-Asset ETF)

รวมหุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และอื่นๆ ไว้ในหนึ่ง ETF นำเสนอการกระจายความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งหมด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพอร์ตการลงทุนที่สมดุล เช่น VBAL และ AOR

7. ETF แบบผกผันและแบบมีเลเวอเรจ (Inverse & Leveraged ETF)

ใช้อนุพันธ์และกลยุทธ์ขั้นสูง Inverse ETF เช่น SH มุ่งหวังทำกำไรจากการลดลงของตลาด ขณะที่ Leveraged ETF เช่น SSO พยายามขยายผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นทางขึ้นหรือลง

สำคัญ: ก่อนเลือก ETF ให้แน่ใจว่าเข้าใจลักษณะเฉพาะ ความเสี่ยง และวัตถุประสงค์การลงทุนของแต่ละประเภท

ทำไม ETF ถึงเป็นตัวช่วยสำหรับนักลงทุน

การกระจายความเสี่ยงจากหลักทรัพย์เดียวจำนวน 800 ตัว

เมื่อลงทุน ETF หนึ่งตัว คุณก็ได้เข้าถึงหลายหุ้นในเวลาเดียวกัน ลดความเสี่ยงที่มาจากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งลดลง ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่มั่นใจในการเลือกหุ้นเพียงตัวเดียว

ความคุ้มค่าด้านต้นทุน

ค่าธรรมเนียมของ ETF โดยทั่วไปต่ำกว่ากองทุนรวมธรรมชาติ และการลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเพียงน้อย ผู้ลงทุนรายใหม่สามารถเริ่มต้นได้ด้วยงบประมาณที่พวกเขาสบายใจ

ไม่ต้องเป็น “เซียนหุ้น”

ETF จัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ คุณไม่ต้องใช้เวลาวิเคราะห์บัญชีกำไร-ขาด เทรนด์ราคา หรือข้อมูลทางเทคนิค เพียงแค่เลือก ETF ที่ตรงกับความต้องการของคุณ

ความยืดหยุ่นในการซื้อขาย

ต่างจากกองทุนรวมธรรมชาติที่ซื้อขายครั้งเดียวต่อวัน ETF สามารถซื้อขายได้ตลอดวันซื้อขาย ราคาผันผวนตามการเสนอซื้อเสนอขาย

ETF vs หุ้น vs กองทุนรวม: ความแตกต่างที่ควรรู้

เรื่องโครงสร้างและการจัดการ

ETF: ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น ราคาผันผวนตามอุปสงค์-อุปทาน
หุ้น: แสดงความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทเพียงแห่งเดียว
กองทุนรวม: ซื้อขายผ่านบริษัทจัดการเท่านั้น ใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ที่คำนวณปลายวัน

ความกว้างของการกระจายความเสี่ยง

ETF: ลงทุนในหลายสินทรัพย์ภายในเดียว
หุ้น: เสี่ยงต่อผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ เท่านั้น
กองทุนรวม: หลากหลายเหมือน ETF แต่การจัดการแตกต่างกัน

ความสะดวกในการซื้อขาย

ETF: ซื้อขายได้ตลอดวันซื้อขายในราคาตลาดสดใจ
หุ้น: สะดวกในการซื้อขายเช่นกัน อย่างไรก็ตามความเสี่ยงกระบุตัวตนได้ชัด
กองทุนรวม: จำกัดเพียงการซื้อขายครั้งเดียวต่อวัน

ค่าใช้จ่ายและภาษี

ETF: อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่ำ แม้อาจเสียค่าคอมมิชชั่นซื้อขาย และมักประหยัดภาษีกำไรจากเงินทุนเนื่องจากการออกแบบโครงสร้าง
หุ้น: อาจเสียค่าคอมมิชชั่น และภาษีกำไรหากขายเพื่อกำไร ต้องเสียภาษีเงินปันผลด้วย
กองทุนรวม: อัตราค่าใช้จ่ายสูงกว่า อาจเก็บค่าธรรมเนียมการขายหรือไถ่ถอน ภาษีอาจสูงเนื่องจากการกระจายกำไรให้ผู้ถือหน่วย

สิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมใจก่อนลงทุน ETF

ไม่มีระยะเวลาขั้นต่ำ แต่มีการผันผวน

ETF สามารถถืออยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ราคาจะเปลี่ยนตามตลาด อาจเกิดการขาดทุนในเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ETF โดยทั่วไปให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี

ค่าธรรมเนียมที่ยุติธรรม

ค่าจัดการรวมอยู่ในราคาหน่วยแล้ว ไม่มีค่าเพิ่มเติมที่เซ่นชัดเจน

ความคลาดเคลื่อนระหว่างดัชนีและ ETF

บางครั้งหุ้นใน ETF อาจไม่ติดตามดัชนีได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากค่าธรรมเนียมการบริหาร แต่นี่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผลตอบแทนของ ETF อาจต่ำกว่าหุ้นตัวเดียวที่โชคดี

เนื่องจากการกระจายความเสี่ยง ETF จึงไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเหมือนการจ่ายแต่ตัวเดียวที่เลือกถูก แต่ก็ลดโอกาสขาดทุนลงอย่างมาก

ETF ใครควรลงทุน

นักลงทุนมือใหม่ (Beginner)

ทำไมเหมาะ:

  • ไม่ต้องเชี่ยวชาญการวิเคราะห์หุ้น
  • ไม่ต้องศึกษากราฟเทรนด์หรืออ่านงบการเงินยากๆ
  • ต้องใช้ทุนน้อย และมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญบริหารแทน

นักลงทุนระยะยาว (Long-term Investor)

ทำไมเหมาะ:

  • ETF ออกแบบมาสำหรับการถืออยู่นาน
  • มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่สม่ำเสมอในระยะยาว
  • ได้รับเงินปันผลที่เพิ่มเติม
  • ลดสตเรสจากการเก็งกำไรระยะสั้น

วิธีซื้อขาย ETF: ง่ายมากกว่าที่คิด

การซื้อขาย ETF ไม่ยุ่งยากเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเคยซื้อขายหุ้นมา มี 2 วิธีหลัก:

วิธีที่ 1: ผ่านแอปพลิเคชัน Streaming###

ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเน็ตเองโดยใช้แอปพลิเคชัน หรือเข้าเว็บไซต์โบรกเกอร์

วิธีที่ 2: ติดต่อเจ้าหน้าที่(

เจ้าหน้าที่การตลาดสามารถช่วยส่งคำสั่งให้ คำแนะนำ และลดความผิดพลาด

⚠️ สำคัญ: ก่อนซื้อขายต้องเปิดบัญชีตลาดหลักทรัพย์ก่อน

) ขั้นตอนซื้อ ETF ผ่านแอป (เรียบง่าย)

ขั้นตอน 1: สมัครสมาชิกแล้วเข้าสู่ระบบด้วยเลขบัญชีซื้อขาย

ขั้นตอน 2: เข้าสู่หน้า “Watch” แล้วคลิกเมนู Favorite 1 (ลูกศรชี้ลง)

ขั้นตอน 3: กดเมนู “SET” แล้วเลือก “.ETFs” จะเห็นรายชื่อ ETF ที่ซื้อขายได้

ขั้นตอน 4: ที่แถบล่างเลือก “Buy” (ซื้อ) หรือ “Sell” ขาย

  • การซื้อ: ค้นหาชื่อ ETF ที่ต้องการ → ใส่จำนวนหน่วย → ระบุราคา → ใส่รหัส PIN → กดสั่ง BUY
  • การขาย: ทำเหมือนกันแต่เลือก “Sell” แทน

สรุป: ETF คือตัวช่วยที่ถูกต้องเมื่อไหร่

หากคุณกำลังมองหาการลงทุนที่:

  • มีการกระจายความเสี่ยงดี
  • มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับการซื้อขายหุ้น
  • สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้ต้นทุนต่ำและค่าธรรมเนียมอุ่นใจ

ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ ก็สามารถพูดได้เลยว่า ETF คือคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคุณครับ

Ver original
Esta página pode conter conteúdos de terceiros, que são fornecidos apenas para fins informativos (sem representações/garantias) e não devem ser considerados como uma aprovação dos seus pontos de vista pela Gate, nem como aconselhamento financeiro ou profissional. Consulte a Declaração de exoneração de responsabilidade para obter mais informações.
  • Recompensa
  • Comentar
  • Republicar
  • Partilhar
Comentar
0/400
Nenhum comentário
  • Fixar

Negocie cripto em qualquer lugar e a qualquer hora
qrCode
Digitalizar para transferir a aplicação Gate
Novidades
Português (Portugal)
  • بالعربية
  • Português (Brasil)
  • 简体中文
  • English
  • Español
  • Français (Afrique)
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • Português (Portugal)
  • Русский
  • 繁體中文
  • Українська
  • Tiếng Việt